top of page

พ่อแม่ยังขับรถไหวไหม? 8 สัญญาณที่ลูกหลานควรสังเกต และวิธีคุยเรื่อง "วางกุญแจ" โดยไม่ทำร้ายใจ

14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที
ผู้ช่วยส่วนตัวของ DHUB ยื่นมือช่วยผู้สูงวัยลงจากเบาะหลังรถ ก่อนพาไปทำธุระ

"พรุ่งนี้แม่ขับไปโรงพยาบาลเองได้ ไม่ต้องลางานหรอก" ประโยคนี้ลูกหลานหลายบ้านได้ยินบ่อย ฟังแล้วก็โล่งใจที่ท่านยังดูแลตัวเองได้ แต่อีกใจก็อดกังวลไม่ได้ ทุกครั้งที่เห็นรอยขูดใหม่ข้างประตูรถ หรือได้ยินท่านเล่าขำ ๆ ว่าเมื่อวานเกือบชน


ความกังวลนี้ชัดขึ้นอีกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เกิดเหตุรถเก๋งพุ่งทะลุประตูกระจกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าย่านอ่อนนุช มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย ผู้ขับขี่วัย 67 ปีให้การว่าตกใจขณะรถเคลื่อน ตั้งใจจะเหยียบเบรกแต่ไปเหยียบคันเร่ง ณ วันที่ 22 ต.ค. 2569 ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ส่วนผู้ขับขี่ระบุว่ามีประกันภัยชั้น 1 ที่จะรับผิดชอบค่าเสียหาย เหตุการณ์นี้ไม่ได้แปลว่าผู้สูงอายุทุกคนขับรถไม่ได้ แต่เป็นจังหวะดีที่ครอบครัวจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกันอย่างจริงจังและอ่อนโยน

คำตอบสั้น ๆ

อายุอย่างเดียวไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินว่าใครควรเลิกขับรถ กรมควบคุมโรคแนะนำว่าผู้สูงอายุขับรถได้ หากรู้ข้อจำกัดของร่างกายตัวเองและปรับการขับให้ปลอดภัย สิ่งที่ลูกหลานทำได้คือสังเกตสัญญาณที่เปลี่ยนไป ชวนท่านไปตรวจประเมินความพร้อมกับแพทย์ แล้วค่อย ๆ ปรับวิธีเดินทาง ตั้งแต่เลี่ยงขับกลางคืน ไปจนถึงเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะหรือให้คนอื่นขับแทน

ทำไมการขับรถถึงยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

ผู้สูงอายุหลายท่านขับรถมาทั้งชีวิต และมีประสบการณ์บนถนนมากกว่าคนหนุ่มสาวด้วยซ้ำ แต่ร่างกายเปลี่ยนไปตามวัย กรมควบคุมโรคระบุว่าสิ่งที่ถดถอยชัดคือสายตา ความจำ การตัดสินใจ และกำลังกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังเหนื่อยล้าได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว


  • สายตา มองในที่แสงน้อยได้ไม่ชัดเท่าเดิม การขับตอนกลางคืนจึงเสี่ยงขึ้น

  • ความจำและการตัดสินใจ การตอบสนองต่อเหตุไม่คาดคิดช้าลง เช่น ตอนรถไหลในลานจอด หรือมีรถตัดหน้ากะทันหัน

  • กำลังกล้ามเนื้อและความล้า ขับนานหรือขับทางไกลแล้วล้าเร็ว สมาธิจึงลดลงตามไปด้วย

  • โรคประจำตัวและยา กรมควบคุมโรคยกตัวอย่างโรคที่อาจมีผลต่อการขับขี่ เช่น โรคลมชัก พาร์กินสัน สมองเสื่อม โรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจกระทบการรับรู้ การตัดสินใจ หรือทำให้หมดสติฉับพลันได้ ส่วนยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงหรือมึนงง จึงควรถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ได้ยาใหม่

ตัวเลขที่ควรรู้

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่า ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 2,834 รายในปี 2558 เพิ่มเป็น 4,307 รายในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.8 และกว่าร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้เป็นผู้ขับขี่เอง โดยพาหนะส่วนใหญ่คือรถจักรยานยนต์

ที่มา: กรมควบคุมโรค เผยแพร่ผ่านสื่อเมื่อ 19 ก.ค. 2568

8 สัญญาณที่ลูกหลานสังเกตได้

ลูกหลานไม่จำเป็นต้องเป็นหมอก็สังเกตได้ ลองใช้ตารางนี้เป็นเช็กลิสต์ในวันที่ได้เจอท่าน หรือได้นั่งรถไปด้วยกัน


สัญญาณ

ควรทำอย่างไร

1

มีรอยขูด รอยบุบใหม่บนรถ ที่ท่านจำไม่ได้ว่าเกิดตอนไหน

ลองนั่งไปด้วยสักรอบ สังเกตการกะระยะและการเข้าจอด

2

หลงทางหรือลังเลบนเส้นทางที่เคยขับประจำ

จดไว้ว่าเกิดบ่อยแค่ไหน แล้วเล่าให้แพทย์ฟังตอนพบตามนัด

3

เริ่มเลี่ยงขับกลางคืน หรือบ่นว่าไฟรถสวนแยงตา

ชวนไปตรวจสายตา และตกลงกันว่างดขับหลังพลบค่ำ

4

ตกใจง่าย เบรกกะทันหัน หรือตัดสินใจช้าตรงทางแยก

เลี่ยงช่วงรถติดหนักและลานจอดที่แออัด

5

สับสนระหว่างเบรกกับคันเร่ง หรือเคยมีเหตุรถไหล/รถพุ่ง

ถือเป็นสัญญาณสำคัญ ควรพาไปปรึกษาแพทย์เรื่องความพร้อมในการขับ

6

คนในบ้าน เพื่อน หรือเพื่อนบ้านทักว่านั่งรถท่านแล้วหวาดเสียว

ฟังอย่างเปิดใจ อย่าเพิ่งรีบปกป้องหรือเถียงแทนท่าน

7

มีโรคประจำตัวใหม่ หรือเพิ่งเริ่มยาตัวใหม่

ถามแพทย์หรือเภสัชกรว่าโรคหรือยานั้นมีผลต่อการขับรถไหม

8

ขับเสร็จแล้วดูเหนื่อย เครียด หรือไม่อยากขับเหมือนเคย

บางครั้งท่านเองก็อยากพัก แต่ไม่กล้าบอก ลองเปิดทางให้ท่านพูด

เห็นข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเลิกขับทันที แต่ถ้าเห็นหลายข้อพร้อมกัน หรือเห็นซ้ำต่อเนื่อง ควรพาท่านไปตรวจประเมินกับแพทย์ประจำตัว


ใบขับขี่ตลอดชีพ: ทำไมเรื่องนี้ตกอยู่ที่ครอบครัว

ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยถือใบขับขี่แบบตลอดชีพ เมื่อปี 2563 กรมการขนส่งทางบกเคยเสนอแนวคิดเรียกผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพที่อายุ 70 ปีขึ้นไปกลับมาทดสอบสมรรถภาพ แต่ภายหลังชี้แจงว่าเป็นเพียงแนวคิด และมีความเห็นทางกฎหมายว่าการเรียกตรวจเพราะอายุอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล


ในทางปฏิบัติ จึงยังไม่มีระบบที่พาผู้สูงอายุทุกคนกลับไปตรวจความพร้อมตามรอบอายุ การสังเกต การชวนคุย และการพาไปพบแพทย์ จึงเป็นบทบาทของครอบครัวเป็นหลัก


คุยเรื่อง "วางกุญแจ" อย่างไรไม่ให้เสียน้ำใจ

สำหรับผู้สูงอายุหลายท่าน รถไม่ได้เป็นแค่พาหนะ แต่คืออิสระที่จะไปไหนก็ได้โดยไม่ต้องรบกวนใคร การถูกขอให้เลิกขับจึงอาจฟังเหมือนถูกบอกว่า "ทำเองไม่ไหวแล้ว" ซึ่งเป็นประโยคที่ท่านไม่อยากได้ยินที่สุด


  1. เริ่มคุยก่อนมีเหตุ เลือกจังหวะที่บรรยากาศสบาย ๆ ไม่ใช่ทันทีหลังเกือบชน ตอนที่ทุกคนยังตกใจ

  2. พูดจากความห่วง ไม่ใช่จากความผิด "หนูเป็นห่วงแม่" ฟังง่ายกว่า "แม่ขับไม่ไหวแล้ว" มาก

  3. ถามความรู้สึกท่านก่อน บางท่านเหนื่อยกับการขับรถมานานแล้ว แค่ไม่อยากเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง

  4. ให้แพทย์ช่วยประเมิน คำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวมักฟังง่ายกว่าคำขอจากลูก และกรมควบคุมโรคก็แนะนำให้ผู้สูงอายุที่ยังขับรถตรวจประเมินความพร้อมอยู่แล้ว

  5. เสนอแผน ไม่ใช่แค่ข้อห้าม บอกให้ชัดว่าถ้าไม่ขับ แล้ววันนัดหมอ วันไปวัด วันไปธนาคาร จะไปอย่างไร ใครช่วย

  6. ค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องจบในวันเดียว ลดทีละขั้นตามตารางด้านล่าง


ไม่ต้องเลิกออกไปไหน: วางแผนเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไป

ขั้น

การปรับ

เหมาะกับช่วงไหน

1. ปรับวิธีขับ

เลี่ยงขับกลางคืน ทางไกล และเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

เริ่มเห็นสัญญาณ 1–2 ข้อ

2. จำกัดการขับ

ขับเฉพาะระยะใกล้ ช่วงกลางวัน และช่วงที่รถไม่ติด

สัญญาณชัดขึ้น หรือแพทย์แนะนำให้ระวัง

3. เปลี่ยนวิธีเดินทาง

นั่งแท็กซี่ เรียกรถจากแอป หรือให้คนในบ้านขับแทน

แพทย์ประเมินว่าไม่พร้อม หรือเคยมีเหตุเกือบชนแล้ว

4. มีคนข้างกาย

มีคนเดินไปด้วยตลอดธุระ ไม่ใช่แค่ไปส่งหน้าประตู

วันไปโรงพยาบาล ธนาคาร หรือทำธุระหลายจุด

กรมควบคุมโรคแนะนำว่า หากพบว่าร่างกายไม่พร้อม ควรงดขับ แล้วเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะหรือให้ผู้อื่นขับแทน ในกรุงเทพฯ ทางเลือกเหล่านี้มีมากขึ้นกว่าเดิม ลูกหลานช่วยเรียกรถจากแอปให้ท่านผ่านโทรศัพท์ของตัวเองก็ได้ และเห็นได้ว่ารถถึงไหนแล้ว


รถพาไปถึงหน้าประตู แล้วข้างในล่ะ?

การเปลี่ยนมานั่งแท็กซี่หรือเรียกรถจากแอปแก้เรื่องการขับได้ แต่ไม่ได้ตอบทุกอย่าง เมื่อรถจอดหน้าโรงพยาบาล ผู้สูงอายุยังต้องทำอีกหลายขั้นด้วยตัวเอง

  • เดินจากจุดส่งไปยังแผนกที่ถูกต้องในอาคารที่กว้างและคนพลุกพล่าน

  • ยื่นบัตร รอคิว และเข้าห้องตรวจ

  • ฟังและจำสิ่งที่แพทย์สั่ง ทั้งเรื่องยา การปฏิบัติตัว และวันนัดถัดไป

  • รับยา ชำระเงิน แล้วเรียกรถกลับบ้าน


ช่วงนี้เองที่ลูกหลานหลายบ้านต้องลางานไปด้วย

DHUB คือบริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พาผู้สูงอายุไปหาหมอและทำธุระ Helper อยู่ข้างกายท่านตั้งแต่ออกจากบ้านจนกลับถึงบ้าน ช่วยประสานเรื่องการเดินทาง เข้าห้องตรวจด้วย จัดการคิวและเอกสาร จดสิ่งที่แพทย์แนะนำ และส่งข่าวให้ครอบครัวรู้ตลอดวัน หลังจบงานยังสรุปผลตรวจ การทานยา และวันนัดถัดไปให้ลูกหลานด้วย


Helper ไม่ได้ทำหน้าที่แทนแพทย์หรือพยาบาล และไม่ได้มาแทนที่ลูกหลาน แต่เป็นตัวแทนความห่วงใยในวันที่ลูกหลานไปเองไม่ได้


คำถามที่พบบ่อย

Q: ผู้สูงอายุอายุเท่าไหร่ควรเลิกขับรถ?

A: ไม่มีตัวเลขอายุที่ใช้ได้กับทุกคน สิ่งที่ใช้ตัดสินคือสภาพร่างกาย สายตา ความจำ การตัดสินใจ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ควรให้แพทย์ช่วยประเมินความพร้อมเป็นรายบุคคล


Q: ผู้สูงอายุที่ถือใบขับขี่ตลอดชีพต้องไปสอบใหม่ไหม?

A: ณ วันที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพทุกคนกลับไปทดสอบใหม่ตามอายุ ครอบครัวจึงควรชวนท่านไปตรวจประเมินกับแพทย์เอง

Q: ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมเลิกขับ ควรทำอย่างไร?

A: เริ่มจากการปรับแทนการห้าม เช่น งดขับกลางคืนและทางไกลก่อน ชวนไปตรวจสายตาและพบแพทย์ประจำตัว และเตรียมทางเลือกการเดินทางให้พร้อมใช้ เพื่อให้ท่านรู้สึกว่ายังออกไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม


Q: ยาที่พ่อแม่ทานอยู่มีผลต่อการขับรถไหม?

A: ยาบางชนิดอาจทำให้ง่วงหรือมึนงง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือถามแพทย์หรือเภสัชกรโดยตรงทุกครั้งที่ได้ยาใหม่ และไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง


Q: DHUB ขับรถให้ด้วยไหม?

A: DHUB ไม่ใช่บริการคนขับ Helper คือผู้ช่วยส่วนตัวที่เดินทางไปกับท่าน การเดินทางใช้รถสาธารณะหรือรถจากแอป โดยค่าเดินทางคิดตามจริงแยกจากค่าบริการ


สรุป

คำถามว่า "พ่อแม่ยังขับรถไหวไหม" ไม่มีคำตอบตายตัวจากตัวเลขอายุ แต่มีคำตอบจากการสังเกต การคุยกันด้วยความห่วงใย และคำแนะนำจากแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่การยึดกุญแจ แต่คือการทำให้ท่านยังออกไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนวิธีไป

ให้ DHUB เป็นตัวแทนความห่วงใยของคุณ

ในวันที่ลูกหลานไปเองไม่ได้ Helper ของ DHUB อยู่ข้างกายคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่ออกจากบ้าน พาไปหาหมอและทำธุระให้เสร็จ แล้วส่งข่าวให้ครอบครัวรู้ตลอดวัน

  • Helper ผ่านหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุที่ร่วมออกแบบกับโรงพยาบาลวิมุต

  • ตรวจประวัติอาชญากรรมทุกคน

  • Helper ไม่ถือเงินของลูกค้าแม้แต่บาทเดียว

จองได้ที่ dhub.care · LINE @dhub · โทร 02-124-3364 · ดูราคาและเงื่อนไขที่ dhub.care/pricing


DHUB — ผู้ช่วยส่วนตัวพาผู้สูงอายุไปหาหมอและทำธุระ

ค่าบริการ 999 บาท เริ่มต้น 8 ชั่วโมงต่อครั้ง (ไม่รวมค่าเดินทาง) จองครั้งแรกฟรี 1 ครั้ง

ให้ DHUB เป็นตัวแทนความห่วงใยของคุณ — จองผ่าน dhub.care หรือทักถามก่อนได้ที่ LINE Official @dhub (ทีมงานติดต่อกลับภายใน 1 วัน)


----------------------------------------


DHUB บริการผู้ช่วยพาผู้สูงอายุไปหาหมอ และทำธุระ

ครอบคลุมทุกความต้องการ ดูแลอย่างมืออาชีพ


  • ผู้ช่วยทุกคนผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น มาตรฐานโรงพยาบาลวิมุต

  • ผู้ช่วยผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม มั่นใจได้

  • รายงานการดูแลตลอดวัน ให้คุณรับรู้ทุกการเคลื่อนไหว เสมือนไปด้วยตนเอง

  • ดูแลอย่างใกล้ชิด ปลอดภัย และไว้ใจได้

  • ค่าบริการ 999.- (ไม่รวมค่าเดินทาง) ฟรี! บริการ 1 ครั้ง เมื่อจองครั้งแรก *จำกัด 2,000 ท่านแรก


ติดต่อสอบถามบริการได้ที่ LINE : @dhub

เบอร์โทรศัพท์ : 02-124-3364


ติดตามเราเพิ่มเติมได้ที่


หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากกังวลว่าสุขภาพหรือยาที่ใช้อยู่มีผลต่อการขับรถ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว กรณีฉุกเฉินโทร 1669

อัปเดตล่าสุด: 22 ตุลาคม 2569


แหล่งอ้างอิง

  • กรมควบคุมโรค: ผู้สูงอายุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี และคำแนะนำการขับขี่ (ฐานเศรษฐกิจ, 19 ก.ค. 2568) — https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/633327

  • หญิง 67 ปี ขับเก๋งพุ่งชนกระจกห้างย่านอ่อนนุช เจ็บ 6 คน (Thai PBS, 21 ต.ค. 2569) — https://www.thaipbs.or.th/news/content/571448

  • เหยียบคันเร่งแทนเบรก หญิงวัย 67 ขับเก๋งพุ่งชนทะลุประตูกระจกห้าง (เดลินิวส์, 21 ต.ค. 2569) — https://www.dailynews.co.th/news/6293970/

  • กรมขนส่งฯ จ่อเรียกกลุ่มเสี่ยงถือใบขับขี่ตลอดชีพสอบใหม่ (Thai PBS, 7 ส.ค. 2563) — https://www.thaipbs.or.th/news/content/295282

  • "ขนส่ง" แจงเรียกสอบใหม่ ผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพ แค่แนวคิด (ไทยรัฐ, 8 ส.ค. 2563) — https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/1906357

  • อัยการเห็นแย้งกรมขนส่ง ริบใบขับขี่ตลอดชีพไม่ได้ (ไทยโพสต์, 8 ส.ค. 2563) — https://www.thaipost.net/main/detail/73847

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page